How to creat your fruit,vegetable,soap to be artistic


How to creat your carving skill fruit,vegetable

This slideshow requires JavaScript.


special thanks for visit my site

Categories: My Thaicarvingculinary&Arts | Tags: , , , , , , | ใส่ความเห็น

กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน พระราชนิพนธ์ โดย พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่2 ตอน กาพย์เห่เครื่องหวาน


20120304-232124.jpg

Buddha Loetla Nabhalai or The King Rama2 of Siam(Thailand)(credit image of The King Rama2 by http://rb-memory.blogspot.com/2011/06/2.html
(Thai: พระบาทสมเด็จพระบรมราชพงศ์เชษมเหศวรสุนทร พระพุทธเลิศหล้านภาลัย), he was the second monarch of Siam under the House of Chakri, ruling from 1809-1824. In 1809, Isarasundhorn succeeded his father Buddha Yodfa Chulaloke, the founder of Chakri dynasty, as Buddha Loetla Nabhalai the King of Siam. His reign was largely peaceful, devoid of major conflicts. His reign was known as the “Golden Age of Rattanakosin Literature” as Buddha Loetla Nabhalai was patron to a number of poets in his court and the King himself was a renowned poet and artist. The most notable poet in his employ was the illustrious Sunthorn Phu, the author of Phra Aphai

Reign 7 September 1809 – 21 July 1824
Coronation 1809
Predecessor Buddha Yodfa Chulaloke (Rama I)
Successor Jessadabodindra (Rama III)
Vice King Maha Senanurak
Vice King of Siam
Tenure 1808 – 7 September 1809
Appointed Buddha Yodfa Chulaloke
Predecessor Maha Sura Singhanat
Successor Maha Senanurak
Spouse Queen Srisuriyendra
Princess Consort Sri Sulalai
Issue
73 sons and daughters
House Chakri Dynasty
Father Buddha Yodfa Chulaloke
Mother Amarindra
Born 24 February 1767
Amphawa, Samut Songkhram Province, Kingdom of Ayutthaya

Died 21 July 1824 (aged 57)
Bangkok, Kingdom of Siam
Religion Theravada Buddhism

Here is poem one from other creat for thai food specially served by The King Rama no.2 who was our the second monarch of Siam

กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน

๏ สังขยาหน้าไข่คุ้น เคยมี
แกมกับข้าวเหนียวสี โศกย้อม
เป็นนัยนำวาที สมรแม่ มาแม่
แถลงว่าโศกเสมอพ้อม เพียบแอ้อกอร ๚

๏ สังขยาหน้าตั้งไข่
ข้าวเหนียวใส่สีโศกแสลง
เป็นนัยไม่เคลือบแคลง
แจ้งว่าเจ้าเศร้าโศกเหลือ

๏ ซ่าหริ่มลิ้มหวานล้ำ
แทรกใส่น้ำกะทิเจือ
วิตกอกแห้งเครือ
ได้เสพหริ่มพิมเสนโรย

๏ ลำเจียกชื่อขนม
นึกโฉมฉมหอมชวยโชย
ไกลกลิ่นดิ้นแดโดย
โหยไห้หาบุหงางาม

๏ มัศกอดกอดอย่างไร
น่าสงสัยใคร่ขอถาม
กอดเคล้นจะเห็นความ
ขนมนามนี้ยังแคลง

๏ ลุดตี่นี้น่าชม
แผ่แผ่นกลมเพียงแผ่นแผง
โอชาหน้าไก่แกง
แคลงของแขกแปลกกลิ่นอาย

๏ ขนมจีบเจ้าจีบห่อ
งามสมส่อประพิมพ์ประพาย
นึกน้องนุ่งจีบกราย
ชายพกจีบกลีบแนบเนียน

๏ รสรักยักลำนำ
ประดิษฐ์ทำขนมเทียน
คำนึงนิ้วนางเจียน
เทียนหล่อเหลาเกลากลึงกลม

๏ ทองหยิบทิพย์เทียมทัด
สามหยิบชัดน่าเชยชม
หลงหยิบว่ายาดม
ก้มหน้าเมินเขินขวยใจ

๏ ขนมผิงผิงผ่าวร้อน
เพียงไฟฟอนฟอกทรวงใน
ร้อนนักรักแรมไกล
เมื่อไรเห็นจะเย็นทรวง

๏ รังไรโรงด้วยแป้ง
เหมือนนกแกล้วทำรังรวง
โอ้อกนกทั้งปวง
ยังยินดีด้วยมีรัง

๏ ทองหยอดทอดสนิท
ทองม้วนมิดคิดความหลัง
สองปีสองปิดบัง
แต่ลำพังสองต่อสอง

๏ งามจริงจ่ามงกุฎ
ใส่ชื่อดุจมงกุฎทอง
เรียมร่ำคำนึงปอง
สะอิ้งน้องนั้นเคยยล

๏ บัวลอยเล่ห์บัวงาม
คิดบัวกามแก้วกับตน
ปลั่งเปล่งเคร่งยุคล
สถนนุชดุจประทุม

๏ ช่อม่วงเหมาะมีรส
หอมปรากฏกลโกสุม
คิดสีสไลคลุม
หุ้มห่อม่วงดวงพุดตาน

๏ ฝอยทองเป็นยองใย
เหมือนเส้นไหมไข่ของหวาน
คิดความยามเยาวมาลย์
เย็บชุนใช้ไหมทองจีน ๚

Thai desserts

20120304-011917.jpg
ขนมช่อม่วง

20120304-012049.jpg
ขนมฝอยทอง

20120304-012205.jpg
ขนมลอดช่องไทย

20120304-012308.jpg
ขนมทองหยิบ

20120304-012630.jpg
ขนมลูกชุบ

20120304-012827.jpg
ขนมทองชมพูนุช

20120304-013008.jpg
ขนมทองม้วน

20120304-013133.jpg
ขนมทองหยอด
ข้อมูลอ้างอิง..รูปภาพ..ขนมไทย โดยhttp://kanom-tkthong.exteen.com/
Credit. our The King Rama no.2 by http://en.wikipedia.org/wiki/Buddha_Loetla_Nabhalai#Titles_and_styles

Special Thanks for visit my web site please check out http:www.facebook.com/chodauw
Twitter @Thaicarvingarts. Creat by Chef Claire ขอบพระคุณที่เยี่ยมชมค่ะ

Categories: Uncategorized | Tags: , , , , , , , , , , , , , , , , , | ใส่ความเห็น

(จากกาพย์เห่เรือชมเครื่องคาวหวาน พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่๒) ตอน บทเห่ชมผลไม้


This slideshow requires JavaScript.

20120229-014841.jpg

บทเห่ชมผลไม้

ข้อมูลรูปภาพด้านบนอ้างอิงจากhttp://www.shutterphoto.com

๏ ผลชิดแช่อิ่มโอ้ เอมใจ
หอมชื่นกลืนหวานใน อกชู้

รื่นรื่นรสรมย์ใด ฤๅดุจ นี้แม
หวานเลิศเหลือรู้รู้ แต่เนื้อนงพาล ๚

๏ ผลชิดแช่อิ่มอบ หอมตรลบล้ำเหลือหวาน
รสไหนไม่เปรียบปาน หวานเหลือแล้วแก้วกลอยใจ

20120229-020653.jpg

๏ ตาลเฉาะเหมาะใจจริง รสเย็นยิ่งยิ่งเย็นใจ
คิดความยามพิสมัย หมายเหมือนจริงยิ่งอยากเห็น

20120229-021550.jpg

20120229-021602.jpg

20120229-021621.jpg

20120229-022020.jpg

๏ หมากปรางนางปอกแล้ว ใส่โถแก้วแพร้วพรายแสง
ยามชื่นรื่นโรยแรง ปรางอิ่มอาบซาบนาสา

๏ ผลจากเจ้าลอยแก้ว บอกความแล้วจากจำเป็น
จากช้ำน้ำตากระเด็น เป็นทุกข์ท่าหน้านวลแตง

20120229-022203.jpg

20120229-022213.jpg

20120229-022247.jpg

20120229-022354.jpg

20120229-022512.jpg

20120229-022610.jpg

๏ หวนห่วงม่วงหมอนทอง อีกอกร่องรสโอชา
คิดความยามนิทรา อุราแนบแอบอกอร

20120229-022843.jpg

๏ ลิ้นจี่มีครุ่นครุ่น เรียกส้มฉุนใช้นามกร
หวนถวิลลิ้นลมงอน ชะอ้อนถ้อยร้อยกระบวน

20120229-023130.jpg

๏ พลับจีนจักด้วยมีด ทำประณีตน้ำตาลกวน
คิดโอษฐ์อ่อนยิ้มยวน ยลยิ่งพลับยับยับพรรณ

๏ น้อยหน่านำเมล็ดออก ปล้อนเปลือกปอกเป็นอัศจรรย
มือใครไหนจักทัน เทียบเทียมที่ฝีมือนาง

20120229-023339.jpg

๏ ผลเกดพิเศษสด โอชารสล้ำเลิศปาง
คำนึงถึงเอวบาง สางเกศเส้นขนเม่นสอย

20120229-023531.jpg

๏ ทับทิมพริ้มตาตรู ใส่จานดูดุจเม็ดพลอย
สุกแสงแดงจักย้อย อย่างแหวนก้อยแก้วตาชาย

ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก(http://www.watchari.com/board/index.php?topic=1417.0

20120229-024233.jpg

20120229-024302.jpg

20120229-024430.jpg

20120229-024508.jpg

20120229-024547.jpg

Web site http://www.ubmthai.com/leksoundsmf3/index.php?topic=9651.msg62071
http://forums.212cafe.com/webthai/board-3/topic-6.html

http://www.kidsquare.com/fun/cook/pfood.php
http://www.watchari.com/board/index.php?topic=1417.0

20120229-025633.jpg

20120229-025947.jpg

20120229-030109.jpg

20120229-030423.jpg
Spécial merci,thanks for all visit my personal web site please Check out here my twitter(@thaicarvingarts)http://www.facebook.com/chodauw
credit (รูปภาพ,รายละเอียดอ้างอิง วิกิพีเดีย)

20120304-043210.jpg

Categories: Uncategorized | Tags: , , , , , , , , , , , , , , , , , , | ใส่ความเห็น

กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน(จากกาพย์เห่เรือ ชมเครื่องคาวหวาน พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่2)ตอน กาพย์เห่ชมเครื่องคาว


20120222-053617.jpg

20120222-053639.jpg
ที่มา
กาพย์เห่เรือนี้สันนิษฐานว่าทรงพระราชนิพนธ์ เพื่อชมฝีพระหัตถ์ในการแต่งเครื่องเสวยของ
สมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชิน
ผู้แต่ง
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2)
ลักษณะคำประพันธ์
แต่งเหมือนกาพย์เห่เรือ ประกอบด้วยโคลงสี่สุภาพ จำนวน 1 บท และกาพย์ยานี 11
ความมุ่งหมาย
1. เพื่อเป็นบทเห่เรือพระที่นั่งเวลาเสด็จประพาสส่วนพระองค์
2.เพื่อชมฝีพระหัตถ์ในการปรุงเครื่องเสวยของสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี
เนื้อเรื่องย่อ
กล่าวถึงอาหารคาวทั้ง 15 ชนิด คือ แกงมัสมั่นไก่, ยำใหญ่,ตับเหล็กลวก, หมูแนม, ก้อยกุ้ง, แกงเทโพ, น้ำยา,
แกงอ่อม,ข้าวหุงเครื่องเทศ,แกงคั่วส้ม,พล่าเนื้อ,ล่าเตียง หรุ่ม, ไตปลา,แสร้งว่า และอาหารหวานอีก1 ชนิดคือ รังนก
เมื่อกล่าวถึงอาหารชนิดใด กวีจะพรรณนาเชื่อมโยงไปถึงหญิงคนรัก

20120222-053844.jpg<;a
ข้อมูลอ้างอิงและภาพประกอบhttp://www.horapa.com/webboard/photo/horapa20090401_181127.jpg</a

แกงไก่มัสมั่นเนื้อ นพคุณ พี่เอย
หอมยี่หร่ารสฉุน เฉียบร้อน
ชายใดบริโภคภุญช์ พิศวาส หวังนา
แรงอยากยอหัตถ์ข้อน อกให้หวนแสวง ๚

20120222-054946.jpg
ข้อมูลและภาพประกอบจาก(http://www.yorwor2.ac.th/thaionline/work%20web%20page%20maker/kaphechom.html

มัสมั่น หมายถึง ชื่อแกงชนิดหนึ่ง เป็นแกงเผ็ดอย่างมุสลิม ปรุงด้วยเครื่องเทศ
นพคุณ หมายถึง นางที่รัก, น้องที่รัก
ยี่หร่า หมายถึง ชื่อเครื่องเทศชนิดหนึ่ง กลิ่นหอมฉุน
ภุญช์ หมายถึง กิน, รับประทาน
ข้อนอก หมายถึง ตีอก

แกงมัสมั่นไก่ของน้องที่รักของพี่ มีกลิ่นหอมฉุนของยี่หร่า คงมีรสร้อนแรงมากชายใดได้รับประทานเข้าไปแล้ว
จะทำให้เกิดความรักใคร่และความหวังในตัวน้องจนถึงกับเอามือทุบอกตัวเอง และอยากกลับไปรับประทานอีก

๏ มัสมั่นแกงแก้วตา หอมยี่หร่ารสร้อนแรง
ชายใดได้กลืนแกง แรงอยากให้ใฝ่ฝันหา

แกงมัสมั่นของน้องอันเป็นที่รักยิ่งของพี่ มีกลิ่นหอมของยี่หร่าคงมีรสร้อนแรงมาก ชายใดเมื่อได้รับประทาน
เข้าไปแล้ว จะทำให้คิดถึงแต่คนทำ

๏ ยำใหญ่ใส่สารพัด วางจานจัดหลายเหลือตรา
รสดีด้วยน้ำปลา ญี่ปุ่นล้ำย้ำยวนใจ

ยำใหญ่ หมายถึง ชื่ออาหารยำแบบไทย ประกอบด้วย
แตงกวา ไข่ต้กุ้งต้ม หมูต้ม หนังหมู เห็ดหูหนู หัวผักกาด
ขาว ใบสะระแหน่ ใบโหระพา ปรุงให้มีรสเปรี้ยว เค็ม

20120222-055808.jpg

๏ ตับเหล็กลวกหล่อนต้ม เจือน้ำส้มโรยพริกไทย
โอชาจะหาไหน ไม่มีเทียบเปรียบมือนาง

20120222-060036.jpg ตับเหล็ก

๏ หมูแนมแหลมเลิศรส พร้อมพริกสดใบทองหลาง
พิศห่อเห็นรางชาง ห่างห่อหวนป่วนใจโหย

หมูแนม หมายถึง ชื่ออาหารว่างมีหลายแบบ เช่น หมูแนม
แข็งต้องห่อหมูที่โขลกหรือบดและผสมเครื่องปรุง

20120222-060309.jpg หมูแนมทานคู่กับใบทองหลางและพริกสด

๏ ก้อยกุ้งปรุงประทิ่น วางถึงลิ้นดิ้นแดโดย
รสทิพย์หยิบมาโปรย ฤๅจะเปรียบเทียบทันขวัญ

ก้อย หมายถึง อาหารจำพวกเครื่องจิ้ม ทำจากเนื้อปลา
หรือกุ้งที่ยังดิบ รับประทานกับผักสด
ประทิ่น หมายถึง กลิ่นหอม

20120222-060540.jpgก้อยกุ้งปรุงสุกแล้วกลิ่นหอมมากราวกับอาหารทิพย์

๏ เทโพพื้นเนื้อท้อง เป็นมันย่องล่องลอยมัน
น่าซดรสครามครัน ของสวรรค์เสวยรมย์

เทโพ หมายถึง ปลาน้ำจืดชนิดหนึ่ง ไม่มีเกล็ด รูปร่างคล้าย
ปลาสวายเนื้อมีรสอร่อย มักใช้แกงคั่วส้ม ใส่ผักบุ้ง
เรียกว่า แกงเทโพ

20120222-060926.jpgแกงปลาเทโพใช้เนื้อตรงส่วนเนื้อท้องปลามาแกงรสชาติอร่อยราวกับอาหารทิพย์

๏ ความรักยักเปลี่ยนท่า ทำน้ำยาอย่างแกงขม
กลอ่อมกล่อมเกลี้ยงกลม ชมไม่วายคล้ายคล้ายเห็น

แกงขม หมายถึง เครื่องกินกับขนมจีนน้ำยามีมะระหั่นเป็น
ชิ้นเล็กๆ แล้วลวกให้สุก
กล หมายถึง เหมือน
อ่อม หมายถึง ชื่อแกงชนิดหนึ่ง คล้ายแกงคั่ว แต่ใส่มะระ มัก

20120222-061301.jpg

ด้วยความรักของน้องที่มีต่อพี่ น้องจึงเปลี่ยนมาทำ
น้ำยาอย่างแกงขม เหมือนแกงอ่อมมะระ ซึ่งมีรสกลมกล่อม
ทำให้พี่ต้องชมฝีมือของน้องขาดปาก และคลับคล้ายเห็นหน้า

20120222-061551.jpg

๏ ข้าวหุงปรุงอย่างเทศ รสพิเศษใส่ลูกเอ็น
ใครหุงปรุงไม่เป็น เช่นเชิงมิตรประดิษฐ์ทำ

ลูกเอ็น หมายถึง ลูกกระวาน

20120222-061719.jpg
๏ เหลือรู้หมูป่าต้ม แกงคั่วส้มใส่ระกำ
รอยแจ้งแห่งความขำ ช้ำทรวงเศร้าเจ้าตรากตรอม

แกงคั่วส้ม หมายถึง ชื่อแกงเผ็ด ปรุงน้ำพริกคล้ายแกงส้ม
แต่ใส่กะทิ
ความขำ หมายถึง ความลับ
ระกำ หมายถึง ชื่อปาล์มชนิดหนึ่ง ขึ้นเป็นกอ ก้านใบมี

20120222-061941.jpg
น้องรู้เรื่องในการทำอาหารมากจริงๆ นำเอาหมูป่า
มาต้มทำแกงคั่วส้มใส่ระกำ ทำให้เห็นเค้าเงื่อนแห่งความลับ

20120222-062115.jpg

๏ ช้าช้าพล่าเนื้อสด ฟุ้งปรากฏรสหื่นหอม
คิดความยามถนอม สนิทเนื้อเจือเสาวคนธ์

พล่า หมายถึง อาหารยำที่ใช้เนื้อสดๆ ปรุงรสด้วยน้ำมะนาว
น้ำปลา พริก ตะไคร้ฝอย ใบสะระแหน่ เป็นต้น

20120222-062738.jpgน้องทำพล่าเนื้อสดกลิ่นหอมมากจนเร้าอารมณ์พี่

๏ ล่าเตียงคิดเตียงน้อง นอนเตียงทองทำเมืองบน
ลดหลั่นชั้นชอบกล ยลอยากนิทรคิดแนบนอน

ล่าเตียง หมายถึง ชื่ออาหารว่างทำด้วยไข่โรยเป็นฝอย
บนกระทะ แล้วหุ้มใสที่ทำด้วยกุ้งสับปรุงรส
พับห่อจัดเป็นคำๆ วางเป็นชั้นๆ

20120222-063016.jpgพอเห็นอาหารที่ชื่อว่าล่าเตียงก็ทำให้พี่คิดถึงเตียงที่น้องนอนเป็นทองคำเหมือนกับนอนบนสวรรค์กับน้อง

๏ เห็นหรุ่มรุมทรวงเศร้า รุ่มรุ่มเร้าคือไฟฟอน
เจ็บไกลในอาวรณ์ ร้อนรุมรุ่มกลุ้มกลางทรวง

หรุ่ม หมายถึง อาหารว่างคล้ายล่าเตียง ทำด้วยไข่โรยเป็นฝอย
แต่ไส้ทำด้วยหมูสับ ห่อเป็นคำแต่คำใหญ่กว่าล่าเตียง

20120222-063356.jpgพอเห็นอาหารที่ชื่อว่าหรุ่มก็ทำให้พี่นั้นเศร้าประดังเข้ามาในอกเพราะความคิดถึงน้อง

๏ รังนกนึ่งน่าซด โอชารสกว่าทั้งปวง
นกพรากจากรังรวง เหมือนเรียมร้างห่างห้องหวน

รังนก หมายถึง รังนกนางแอ่น ทำด้วยน้ำลายนกที่ขยอกออก
มาจากลำคอใช้นึ่งแล้วทำเป็นอาหารหวานคาวได้

20120222-063658.jpgเห็นรังนกนึ่งช่างน่าชมคงจะมีรสอร่อยกว่าอย่างอื่นๆแต่ก็หวรคิดคำนึงถึงการที่ต้องพรากจากรังของมันชั่งเหมือนพี่ที่ต้องพรากจากน้องเช่น

๏ ไตปลาเสแสร้งว่า ดุจวาจากระบิดกระบวน
ใบโศกบอกโศกครวญ ให้พี่เคร่าเจ้าดวงใจ

ไตปลา หมายถึง เนื้อที่เป็นก้อนแข็งอยู่ในกระเพาะปลาบาง
ชนิดเช่น ปลาทู ใช้หมักเกลือ แล้วปลุงอาหารแบบ
เครื่องจิ้ม
แสร้งว่า หมายถึง ชื่ออาหารชนิดหนึ่ง ทำด้วยกุ้งปรุงเป็น

20120222-064317.jpg
พอเห็นอาหารไตปลา และแสร้งว่า ทำให้หวนคิดถึง
คำพูดที่กระบิดกระบวนของน้อง ครั้นพอแลไปเห็นใบ
ของต้นโศกก็บอกให้พี่รู้ว่าน้องกำลังคร่ำครวญถึงพี่ทำให้

๏ ผักโฉมชื่อเพราะพร้อง เป็นโฉมน้องฤๅโฉมไหน

ผักหวานซ่านทรวงใน ใคร่ครวญรักผักหวานนาง ๚

ผักโฉม หมายถึง ผักกระโฉมซึ่งเป็นไม้ล้มลุก ชอบขึ้นที่ชื้น
แฉะ ดอกเล็กๆ สีม่วงแกมชมพูกลางเหลือง ออกเป็น
กระจุกที่ง่ามใบหรือปลายกิ่ง ทุกส่วนของไม้นี้มีกลิ่น

20120222-064552.jpgผักโฉมเป็นชื่อที่พูดถึงที่มีความไพเราะไม่ว่าจะเป็นตัวน้องหรือคนอื่นแต่พอเอ่ยชื่อผักหวานแล้วรู้สึกว่าช่างเหมาะสมกับน้องยิ่งทำให้พี่คิดถึงน้องเหลือเกินจะทนได้

20120222-070330.jpg

20120222-070408.jpg

20120222-070735.jpg

ขอขอบคุณ…ข้อมูลดีๆ.และพร้อมทั้งรูปภาพบางส่วนจาก(http://www.horapa.com/)special thanks for visit m’y web site personal created By Chef claire checkout at http://www.facebook.com/chodauw

Categories: Uncategorized, www.face.com/chodauw | Tags: , , , , , , , , , , , , , , , , , , | 4 ความเห็น

Thai cuisine


20120224-121200.jpg

20120224-112341.jpg.

Thai cuisine

Thai cuisine is the national cuisine of Thailand. Blending elements of several Southeast Asian traditions, Thai cooking places emphasis on lightly prepared dishes with strong aromatic components. The spiciness of Thai cuisine is well known. As with other Asian cuisines, balance, detail and variety are of great significance to Thai chefs. Thai food is known for its balance of three to four fundamental taste senses in each dish or the overall meal: sour, sweet, salty, and sometimes bitter

20120224-114734.jpg

Influences

Although popularly considered a single cuisine, Thai cuisine is more accurately described as four regional cuisines corresponding to the four main regions of the country: Northern, Northeastern (or Isan), Central, and Southern, each cuisine sharing similar foods or foods derived from those of neighboring countries and regions: Burma to the northwest, the Chinese province of Yunnan and Laos to the north, Vietnam and Cambodia to the east and Malaysia to the south of Thailand.[citation needed] In addition to these four regional cuisines, there is also the Thai Royal Cuisine which can trace its history back to the cosmopolitan palace cuisine of the Ayutthaya kingdom (1351–1767 CE). Its refinement, cooking techniques and use of ingredients were of great influence to the cuisine of the Central Thai plains.
Thai cuisine and the culinary traditions and cuisines of Thailand’s neighbors have mutually influenced one another over the course of many centuries. Regional variations tend to correlate to neighboring states (often sharing the same cultural background and ethnicity on both sides of the border) as well as climate and geography. Southern curries tend to contain coconut milk and fresh turmeric, while northeastern dishes often include lime juice. The cuisine of Northeastern (or Isan) Thailand is similar to southern Lao cuisine whereas northern Thai cuisine shares many dishes with northern Lao cuisine and the cuisine of Shan state in Burma. Many popular dishes eaten in Thailand were originally Chinese dishes which were introduced to Thailand mainly by the Teochew people who make up the majority of the Thai Chinese. Such dishes include chok (rice porridge), kuai-tiao rat na (fried rice-noodles) and khao kha mu (stewed pork with rice). The Chinese also introduced the use of a wok for cooking, the technique of deep-frying and stir-frying dishes, and noodles, oyster sauce and soybean products. Dishes such as kaeng kari (yellow curry)[2] and kaeng matsaman (massaman curry) are Thai adaptations of dishes originating in the cuisine of India and the cuisine of Persia.

20120224-121418.jpg

20120224-122223.jpg

20120222-003807.jpg

20120224-122433.jpg

Serving

Thai meals typically consist of either a single dish or it will be rice (khao in Thai) with many complementary dishes served concurrently and shared by all. It is customary to serve more dishes than there are guests at a table.

20120224-122930.jpg

20120224-123347.jpgThai food was traditionally eaten with the right hand but it is now generally eaten with a fork and a spoon; this was introduced as part of Westernization during the reign of King Mongkut, Rama IV. It was his brother, Vice-king Pinklao, who, after watching demonstration of Western dining etiquette by American missionary Dr. D. B. Bradley, chose only the Western-style fork and spoon from the whole set of table silverware to use at his own dining table. The fork, held in the left hand, is used to push food into the spoon. The spoon is then brought to the mouth. A traditional ceramic spoon is sometimes used for soups. Knives are not generally used at the table. Chopsticks are used primarily for eating noodle soups, but not otherwise used.

20120224-123646.jpg

20120224-125810.jpgIt is common practice for Thais and hill tribe peoples in north and northeast Thailand to use sticky rice as an edible implement by shaping it into small, and sometimes flattened, balls by hand which are then dipped into side dishes and eaten. Thai-Muslims frequently eat meals with only their right hands.
Thai food is often served with a variety of sauces (nam chim) and condiments. These may include phrik nam pla/nam pla phrik (consisting of fish sauce, lime juice, chopped chilies and garlic), dried chili flakes, sweet chili sauce, sliced chili peppers in rice vinegar, sriracha sauce, or a spicy chili sauce or paste called nam phrik. In most Thai restaurants, diners can find a selection of Thai condiments, often including sugar or MSG, available on the dining table in small containers with tiny spoons. With certain dishes, such as khao kha mu (pork trotter stewed in soy sauce and served with rice), whole Thai peppers and raw garlic are served in addition. Cucumber is sometimes eaten to cool the mouth after particularly spicy dishes. They often also feature as a garnish, especially with one-dish meals. The plain rice, sticky rice or the khanom chin (Thai rice noodles) served alongside a spicy curry or stir-fry, tends to counteract the spiciness.

20120224-130317.jpg

20120224-130425.jpg

20120222-005054.jpgA Thai family meal will normally consist of rice with several dishes which form a harmonious contrast of ingredients and preparation methods. The dishes are all served at the same time. A meal at a restaurant for four people could, for instance, consist of fish in dry red curry (chuchi pla), a spicy green papaya salad with dried prawns, tomatoes, yardlong beans and peanuts (som tam thai), deep fried stuffed chicken wings (pik kai sot sai thot), a salad of grilled beef, shallots and celery or mint (yam nuea yang), spicy stir fried century eggs with crispy basil (khai yiao ma phat kraphao krop), and a non-spicy vegetable soup with tofu and seaweed (tom chuet taohu kap sarai) to temper it all.

20120224-131000.jpg

20120224-131104.jpg

20120224-131338.jpg

20120224-131447.jpg

Ingredients

Main article: List of Thai ingredients

Thailand has about the same surface area as Spain and a length of approximately 1650 kilometers or 1025 miles (Italy, in comparison, is about 1250 kilometers or 775 miles long), with foothills of the Himalayas in the north, a high plateau in the northeast, a verdant river basin in the centre and tropical rainforests and islands in the south. And with over 40 distinct ethnic groups with each their own culture and even more languages,[5] it doesn’t come as a surprise that Thai cuisine, as a whole, is extremely varied and features many different ingredients and ways of preparing food. Thai food is known for its enthusiastic use of fresh (rather than dried) herbs and spices. Common herbs include cilantro, lemongrass, Thai basils and mint. Some other common flavors in Thai food come from ginger, galangal, tamarind, turmeric, garlic, soy beans, shallots, white and black peppercorn, kaffir lime and, of course, chilies.

20120224-131753.jpg

20120224-131812.jpg

20120222-014042.jpg

20120222-013701.jpg

20120222-013458.jpg

20120222-012945.jpg

20120222-013019.jpg

20120224-132708.jpg
Green curry ingredients

20120224-133046.jpg
Description
English: Pla thu (Thai: ปลาทู): steamed and salted short mackerel (rastrelliger brachysoma) sold at Thanin market in Chiang Mai, Thailand. This fish is most often eaten fried as one of the dishes together with nam phrik kapi, a Thai dipping sauce made with chillies and shrimp paste. The fish in the bamboo steamers on this photo are about 12 centimetres (5 inches) in length.

20120224-133633.jpg

20120224-133649.jpg
Nam phirik kapi and pla thu(thai steam and salted short mackerel)ข้อมูลรูปภาพน้ำพริกกระปิปลาทูอ้างอิงจากhttp://www.baanpud.net/forum/viewtopic.php?f=20&t=5034

20120224-134959.jpg

20120224-135029.jpg
Fish stuffed with Thai herbs
ข้อมูลอ้างอิงและภาพประกอบบางส่วนจาก(credit by http://en.wikipedia.org/wiki/File:Fish_stuffed_with_Thai_herbs.jpg

Pastes and sauces

The ingredient found in almost all Thai dishes and every region of the country is nam pla, a very aromatic and strong tasting fish sauce. Fish sauce is a staple ingredient in Thai cuisine and imparts a unique character to Thai food. Fish sauce is prepared with fermented fish that is made into a fragrant condiment and provides a salty flavor. There are many varieties of fish sauce and many variations in the way it is prepared. Some fish may be fermented with shrimp and/or spices.

20120224-145023.jpg

20120224-145220.jpg
Fish sauce(nam pla in thai )

Pla ra

(Pla ra is also a sauce made from fermented ). It is more pungent than nam pla, and, in contrast to nam pla which is a clear liquid, it is opaque and often contains pieces of fish. To use it in som tam (spicy papaya salad) is a matter of choice.
Kapi, Thai shrimp paste, is a combination of fermented ground shrimp and salt. It is used, for instance, in red curry paste, in the famous chili paste called nam phrik kapi and in rice dishes such as khao khluk kapi.

20120224-145702.jpg
Pla ra

20120224-145813.jpg
Kapi(thai shrimp paste)

20120224-150312.jpg
Thai cucumber salad spicy and soft-boiled eggs(som tam tang khai Tom)ตำแตงไข่ต้ม

Nam phrik are Thai chilli pastes, similar to the Indonesian and Malaysian sambals. Each region has its own special versions. The wording “nam phrik” is used by Thais to describe any paste containing chilies used for dipping. Curry pastes are normally called phrik kaeng or khrueang kaeng, litt. curry ingredients) but some people also use the word nam phrik to designate a curry paste. Red curry paste, for instance, could be called phrik kaeng phet or khrueang kaeng phet in Thai, but also nam phrik kaeng phet. Both nam phrik and phrik kaeng are prepared by crushing together chillies with various ingredients such as garlic and shrimp paste using a mortar and pestle. Some nam phrik are served as a dip with vegetables such as cucumbers, cabbage and yard-long beans, either raw or blanched. One such paste is nam phrik num, a paste of pounded fresh green chilies, shallots, garlic and coriander leaves. The sweet roasted chili paste called nam phrik phao is often used as an ingredient in Tom yam or when frying meat or seafood, and it is also popular as a spicy “jam” on bread. The dry nam phrik kung, made with pounded dried prawns (kung haeng, Thai: กุ้งแห้ง), is often eaten with rice and a few slices of cucumber.
The soy sauces which are used in Thai cuisine are of Chinese origin and the Thai names for them are (wholly or partially) loanwords from the Teochew language: si-io dam (dark soy sauce), si-io khao (light soy sauce), and taochiao (fermented whole soy beans). Namman hoi (oyster sauce) is also of Chinese origin. It is used extensively in vegetable and meat stir-fries.

20120224-152106.jpg
((kung haeng, Thai: กุ้งแห้ง)
Nam phrik are Thai chilli pastes, similar to the Indonesian and Malaysian sambals. Each region has its own special versions. The wording “nam phrik” is used by Thais to describe any paste containing chilies used for dipping. Curry pastes are normally called phrik kaeng or khrueang kaeng, litt. curry ingredients) but some people also use the word nam phrik to designate a curry paste. Red curry paste, for instance, could be called phrik kaeng phet or khrueang kaeng phet in Thai, but also nam phrik kaeng phet. Both nam phrik and phrik kaeng are prepared by crushing together chillies with various ingredients such as garlic and shrimp paste using a mortar and pestle. Some nam phrik are served as a dip with vegetables such as cucumbers, cabbage and yard-long beans, either raw or blanched. One such paste is nam phrik num, a paste of pounded fresh green chilies, shallots, garlic and coriander leaves. The sweet roasted chili paste called nam phrik phao is often used as an ingredient in Tom yam or when frying meat or seafood, and it is also popular as a spicy “jam” on bread. The dry nam phrik kung, made with pounded dried prawns (kung haeng, Thai: กุ้งแห้ง), is often eaten with rice and a few slices of cucumber.
The soy sauces which are used in Thai cuisine are of Chinese origin and the Thai names for them are (wholly or partially) loanwords from the Teochew language: si-io dam (dark soy sauce), si-io khao (light soy sauce), and taochiao (fermented whole soy beans). Namman hoi (oyster sauce) is also of Chinese origin. It is used extensively in vegetable and meat stir-fries.

20120224-153814.jpg</
Teochew(fermented whole soy beans)เต้าเจี้ยว

20120224-154421.jpg
Chilies sauces(sauces prik in thai call)ซอสพริก

20120224-154709.jpg
The soy sauces ซอสซีอิ้วดำ-ขาว

Rice and noodles

Rice is a staple grain of Thai cuisine, as in most Asian cuisines. The highly prized, sweet-smelling jasmine rice is indigenous to Thailand. This naturally aromatic long-grained rice grows in abundance in the verdant patchwork of paddy fields that blanket Thailand’s central plains. Steamed rice is accompanied by highly aromatic curries, stir-fries and other dishes, sometimes incorporating large quantities of chili peppers, lime juice and lemongrass/maenglak. Curries, stir-fries and others may be poured onto the rice creating a single dish called khao rat kaeng (Thai: ข้าวราดแกง), a popular meal when time is limited. Sticky rice (khao niao) is a unique variety of rice that contains an unusual balance of the starches present in all rice, causing it to cook up to a sticky texture. Sticky rice, not jasmine rice, is the staple food in the local cuisines of Northern Thailand and of Isan (Northeastern Thailand), both regions of Thailand directly adjacent to Laos with which they share this, and many other cultural traits.

20120224-155110.jpg

20120224-160301.jpg

20120224-160500.jpg
Steamed Rice (ข้าวสวย)

20120224-160724.jpg
Khao rat kaeng(Thai ข้าวราดแกง)
Noodles are popular as well but usually come as a single dish, like the stir-fried phat thai or in the form of a noodle soup. Many Chinese dishes have been adapted to suit Thai taste, such as kuai-tiao ruea (a sour and spicy rice noodle soup). In Northern Thailand, khao soi, a curry soup with bami (egg noodles), is extremely popular in Chiang Mai.
Noodles are usually made from either rice flour, wheat flour or mung bean flour and include six main types. Rice noodles are called kuai tiao in Thailand and comes in three varieties: sen yai are wide flat noodles, sen lek are thin flat rice noodles, and sen mi (also known as rice vermicelli in the West) is round and thin. Bami is made from egg and wheat flour and usually sold fresh. It is similar to the Chinese mee pok and lamian. Wun sen are extremely thin noodles made from mung bean flour which are sold dried. They are called cellophane noodles in English. Khanom chin is fresh Thai rice vermicelli made from fermented rice, well-known from dishes such as khanom chin kaeng khiao wan kai (rice noodles with green chicken curry).
Rice flour (paeng khao chao) and tapioca flour (paeng man sampalang) are often used in desserts and as thickening.

20120224-161046.jpg
Noodle soup

20120224-161449.jpg

20120222-003120.jpg

20120224-161614.jpg
Kha nom chi

Vegetables, herbs and spices

Thai dishes use a wide variety of herbs, spices and leaves rarely found in the West, such as kaffir lime leaves (bai makrut). The characteristic flavor of kaffir lime leaves appears in nearly every Thai soup (e.g., the hot and sour Tom yam) or curry from the southern and central areas of Thailand. The Thai lime (manao) is smaller, darker and sweeter than the kaffir lime, which has a rough looking skin with a stronger lime flavor. Kaffir lime leaves are frequently combined with garlic (krathiam), galangal (kha), lemongrass (takhrai) and/or Thai lemon basil (maenglak), turmeric (khamin) and/or fingerroot (krachai), blended together with liberal amounts of various chillies to make curry paste. Fresh Thai basils are also used to add spice and fragrance in certain dishes such as Green curry, of which kraphao has a distinctive scent of clove and leaves which are often tipped with a maroon color. Further often used herbs in Thai cuisine include phak chi, (cilantro or coriander), rak phak chi (cilantro/coriander roots), culantro (phak chi farang), spearmint (saranae), and pandanus leaves (bai toei). Other spices and spice mixtures in Thai cuisine include phong phalo (five-spice powder), phong kari and fresh and dried peppercorns (phrik thai)

20120224-162409.jpg

<a
Kaffir lime(มะกรูด)

20120224-163110.jpg
Karrir lime leaves(ใบมะกรูด)

20120224-163235.jpg
Galangal(kha in thai) and Kaffir lime(makud)

20120224-163726.jpg
Peppercorns(phrik thai)

20120224-163853.jpg

20120224-163922.jpg

20120224-163954.jpg
Besides kaffir lime leaves, several other tree leaves are use in Thai cuisine such as cha-om, the young feathery leaves of the Acacia pennata tree, used cooked in omelettes, soups and curries and raw in salads of the Northern Thai cuisine. Banana leaves are often used as packaging for ready-made food or as steamer cups such as in ho mok pla, a spicy paté made with fish and coconut milk. Banana flowers are also used in Thai salads or minced and deep fried in to patties. The leaves and flowers of the neem tree (sadao) are also eaten blanched.

20120224-164246.jpg

20120224-164256.jpg

20120224-164308.jpg
Cha-om(used cooked in omelettes)ไข่ชะอมทอด
Five main chilies are generally used as ingredients in Thai food. One chili is very small (about 1.25 centimetres (0.49 in)) and is known as the hottest chili: phrik khi nu suan (“garden mouse-dropping chili”). The slightly larger chili phrik khi nu (“mouse-dropping chili”) is the next hottest. The green or red phrik chi fa (“sky pointing chili”) is slightly less spicy that the smaller chilies. The very large phrik yuak, which is pale green in color, is the least spicy and used more as a vegetable. Lastly, the dried chilies: phrik haeng are spicier than the two larges

20120224-164829.jpg

20120224-164920.jpg
Phrik chi fa

20120224-165023.jpg

20120224-165052.jpg
(phrik khi nu suan)
Other typical ingredients are the several types of eggplant (makhuea) used in Thai cuisine, such as the pea-sized makhuea phuang and the egg-sized makhuea suai, often also eaten raw. Although broccoli is often used in Asian restaurants in the west in phat thai and rat na, it was never actually used in any traditional Thai food in Thailand and is still rarely seen in Thailand. Usually in Thailand, khana is used, for which broccoli is a substitute. Other vegetables which are often eaten in Thailand are thua fak yao (yardlong beans), thua ngok (bean sprouts), no mai (bamboo shoots), tomatoes, cucumbers, phak tam leung (Coccinia grandis), kha na (Chinese kale), phak kwangtung (choy sum), cha om (tender Acacia pennata leaves), sweet potatoes (used more as a vegetable), a few types of squash, phakatin (Leucaena leucocephala), sataw (Parkia speciosa), tua phū (Winged beans) and kapōt corn.
Among the green leafy vegetables that are usually eaten raw in the meal or as a side dish in Thailand, the most important are: Phak bung (morning-glory), hōrapha (Thai basil), bai bua bok (Asian pennywort), phak kachēt (water mimosa), phak kat khao (Chinese cabbage), kra thin Thai (ipil-ipil), phak phai (Praew leaves), phak kayang (Rice Paddy Herb), phak chī farang (Eryngium foetidum), phak tiu (Cratoxylum formosum), phak “phaai” (Yellow Burr Head) and kalampī (cabbage).[6] Some of these leaves are highly perishable and must be used within a couple of days.
Several types of mushroom (het) also feature in Thai cuisine such as straw mushrooms (het fang) and white jelly fungus (het hu nu khao).

20120224-170340.jpg
Makhuea

20120224-170500.jpg
Makhuea suai

20120224-170654.jpg

20120224-170709.jpg

<img src="https://carvingthaiculinary.files.wordpress.com/2012/02/20120224-170835.jpg" alt="20120224-170835.jpg" class="alignnone size-full"
Makhua phuang

20120224-172144.jpg
Cucumber

20120224-172429.jpg
Phak tamluang

20120224-172753.jpg

20120224-172807.jpg
Bamboo shoots

20120224-230843.jpg
snow fungus, silver ear fungus or white jelly mushroom.(เห็ดหูหนูขาว)

20120224-231114.jpg
thua fak yao (Yardlong bean หรือ ถั่วฝักยาว)

20120224-231755.jpg

20120224-231839.jpg
Parkia speciosa ( bitter bean, Thai: sato (สะตอ)

20120224-232052.jpg
Bitter bean stir-fried with chicken or choice(ผัดสะตอ)

20120224-232758.jpg

20120224-232929.jpg
water morning glory(Pak boong )&Pak boong fai daeng(morning glory stir-fried)

Fruits

Fruit forms a large part of the Thai diet and are customarily served after a meal. Although many of the exotic fruits of Thailand may have been sometimes unavailable in Western countries, many Asian markets import such fruits as rambutan and lychees. In Thailand one can find papaya, jackfruit, mango, mangosteen, langsat, longan, pomelo, pineapple, rose apples, durian and other native fruits. Chantaburi in Thailand each year holds the World Durian Festival in early May. This single province is responsible for half of the durian production of Thailand and a quarter of the world production.

20120224-235002.jpg

20120224-235022.jpg
Rambutan

20120224-235151.jpg
Lychees

20120224-235350.jpg

20120224-235401.jpg
Langsat

20120224-235532.jpg

20120224-235545.jpg
Durian

20120224-235637.jpg

20120224-235650.jpg
Tamarind

The fruit of the tamarind is used to make sour dishes, and palm sugar, made from the sap of certain Borassus palms, is used to sweeten dishes. From the coconut palm comes coconut sugar, coconut vinegar, and coconut milk. The juice of a green coconut can be served as a drink and the young flesh can be eaten.

20120225-000001.jpg

20120225-000016.jpg
Palm sugar

20120225-000144.jpg

20120225-000158.jpg

20120225-000251.jpg
Apples, grapes, pears and strawberries, which do not traditionally grow in Thailand, have become increasingly popular in recent years.[when?] They are being grown locally in the cooler highlands and mountains of Thailand, mainly in the North, but now most are imported from China.

20120225-002225.jpg

20120225-002243.jpg
Coconut milk

20120225-002538.jpg
Coconut milk being poured into frying pan to make kanomkok(ขนมครก)

20120225-002826.jpg

20120225-002835.jpg
Grapes(องุ่น)

20120225-002938.jpg
Pears(ลูกแพ)

20120225-003132.jpg
Apple(เเอปเปิ้ล)

20120225-003347.jpg

20120225-003406.jpg
Starwberries(สตอร์เบอรี่)

Representative dishes. Main article: List of Thai disheshttp://en.wikipedia.org/wiki/List_of_Thai_dishes

Many Thai dishes are familiar in the West. In the many dishes below, different kinds of protein, or combinations of protein, can be chosen as ingredients, such as beef (nuea, Thai: เนื้อ), chicken (kai, Thai: ไก่), pork (mu, Thai: หมู), duck (pet, Thai: เป็ด), tofu (taohu, Thai: เต้าหู้) or seafood (thale, Thai:
ทะเล).

Breakfast dishes

Thai cuisine doesn’t have very specific breakfast dishes. Very often, a Thai breakfast can consist of the same dishes which are also eaten for lunch or dinner. Fried rice, noodle soups and steamed rice with something simple such as an omelette, fried pork or chicken, are commonly sold from street stalls as a quick take-out. The following dishes tend to be eaten only for breakfast:

Chok – a rice porridge commonly eaten in Thailand for breakfast. Similar to the rice congee eaten in other parts of Asia.
Khao khai chiao – an omelet (khai chiao) with white rice, often eaten with a chili sauce and slices of cucumber.
Khao tom – a Thai style rice soup, usually with pork, chicken or shrimp.
[edit]Individual dishes
Khanom chin nam ngiao – A speciality of Northern Thailand, it is Thai fermented rice noodles served with pork blood tofu in a sauce made with pork broth and tomato, crushed fried dry chilies, pork blood, dry fermented soy bean, and dried red kapok flowers.

Khao man kai
Khanom chin namya – round boiled rice noodles topped with a fish based sauce and eaten with fresh leaves and vegetables.
Khao khluk kapi – rice stir-fried with shrimp paste, served with sweetened pork and vegetables.
Khao man kai – rice steamed in chicken stock with garlic, with boiled chicken, chicken stock and a dipping sauce.
Khao phat – One of the most common dishes in Thailand, fried rice, Thai style. Usually with chicken, beef, shrimp, pork, crab or coconut or pineapple, or vegetarian (che (Thai: เจ).
Khao phat American – American fried rice that can be found only in Thailand.
Khao phat kai – fried rice with chicken.
Khao phat mu – fried rice with pork.
Khao phat pu – fried rice with crab meat.
Khao phat kung – fried rice with shrimp.
Khao phat naem – fried rice with fermented sausage (naem, Thai: แหนม), a typically dish from the Northeast)
Khao soi – crispy wheat noodles in sweet chicken curry soup (a Northern dish).
Kuai-tiao nam – rice-noodle soup can be eaten at any time of day; served with many combinations of proteins, vegetables, and spicy condiments. The word kuai-tiao, although originally designating only one type of noodle, the sen yai (wide rice noodles), is used colloquially for all rice noodles in general.

20120225-010515.jpg
Chok

20120225-010810.jpg
Khao khai chiao

20120225-011019.jpg
Khao Tom

Mi krop – deep fried rice vermicelli with a sweet and sour sauce.

Phat thai kung
Phat khi mao – noodles stir-fried with Thai basil.
Phat si-io – rice noodles (often kuai tiao) stir-fried with si-io dam (thick sweet soy sauce) and nam pla (fish sauce) and pork or chicken.
Phat thai – rice noodles pan fried with fish sauce, sugar, lime juice or tamarind pulp, chopped peanuts, and egg combined with chicken, seafood, or tofu.
Kuai-tiao rat na – wide rice noodles in gravy, with beef, pork, chicken, shrimp, or seafood.

20120225-011806.jpg

20120225-011837.jpg
Phat thai kung(ผัดไทยกุ้ง)

20120225-012031.jpg
Phat thai horkhai(ผัดไทย ห่อไข่)fried noodles in egg wrap

20120225-013037.jpg

20120225-013134.jpg
Khao Tom kui(Rice soup)

Central Thai shared dishes

Chuchi pla kaphong – snapper in chuchi curry sauce (thick red curry sauce)
Ho mok pla – a paté of fish, spices, coconut milk and egg, steamed in a banana leaf cup and topped with thick coconut cream before serving.
Kai phat khing – chicken stir-fried with sliced ginger.
Kaeng khiao wan – called “green curry” in English, it is a coconut curry made with fresh green chillies and flavoured with Thai basil, and chicken or fish meatballs. This dish can be one of the spiciest of Thai curries.
Kaeng phanaeng – a mild creamy coconut curry with beef (Phanaeng nuea), chicken, or pork. It includes some roasted dried spices similar to Kaeng matsaman.

Phat khana mu krop
Kaeng phet (lit. ‘spicy curry’) – also known as red curry in English, it is a coconut curry made with copious amounts of dried red chillies in the curry paste.
Kaeng som (Thai: แกงส้ม) – a hot and sour soup/curry usually eaten together with rice

Phak bung fai daeng: fried morning-glory
Kai phat met mamuang himmaphan – The Thai Chinese version of the Sichuan style chicken with cashews known as Kung Pao chicken, fried with whole dried chilies.
Miang kham – dried shrimp and other ingredients wrapped in cha plu leaves; often eaten as a snack or a starter.
Phak bung fai daeng – stir fried morning-glory with yellow bean paste.
Phat khana mu krop – khana (gailan) stir fried with crispy pork.
Phat kraphao – beef, pork, prawns or chicken stir fried with Thai holy basil, chillies and garlic; for instance kai phat kraphao (Thai: ไก่ผัดกะเพรา), with minced chicken.
Phat phak ruam – stir fried combination of vegetables depending on availability and preference.

Pla sam rot
Phat phrik – usually beef stir fried with chilli, called Nuea phat phrik (Thai: เนื้อผัดพริก).
Pla nueng manao – steamed fish with a spicy lime juice dressing.
Pla sam rot – literally “Three flavours fish”: deep fried fish with a sweet, tangy and spicy tamarind sauce.

20120225-013947.jpg
Pla Sam rot

20120225-014245.jpg
Tod Man pla

20120225-014436.jpg
Phat kraphao kai with fried egg(ไก่ผัดกระเพาไข่ดาว)
Pu cha – a mixture of cooked crab meat, pork, garlic and pepper, deep fried inside the crab shells and served with a simple spicy sauce, such as Sri Rachaa sauce, sweet-hot garlic sauce, nam phrik phao (Thai: น้ำพริกเผา, roasted chilli paste), nam chim buai (Thai: น้ำจิ้มบ๊วย, plum sauce), or in a red curry paste, with chopped green onions. It is sometimes also served as deep fried patties instead of being fried in the crab shell.
Suki – a Thai variant of the Chinese hot pot.
Thot man – deep fried fishcake made from knifefish (Thot man pla krai, Thai: ทอดมันปลากราย) or shrimp (Thot man kung, Thai: ทอดมันกุ้ง).
Tom chuet wun sen or Kaeng chuet wunsen – a clear soup with vegetables and wunsen (cellophane noodles made from mung bean).
Tom kha kai – hot spicy soup with coconut milk, galangal and chicken.
Tom yam – hot & sour soup with meat. With shrimp it is called Tom yam goong or Tom yam kung (Thai: ต้มยำกุ้ง), with seafood (typically shrimp, squid, fish) Tom yam thale (Thai: ต้มยำทะเล), with chicken Tom yam kai (Thai: ต้มยำไก่).
Yam – general name for any type of sour salad, such as those made with glass noodles (Yam wunsen, Thai: ยำวุ้นเส้น), with seafood (Yam thale, Thai: ยำทะเล), or grilled beef (Yam nuea Thai: ยำเนื้อ). The dressing of a “Yam” will normally consist of shallots, fish sauce, tomato, lime juice, sugar, chilies and Thai celery (khuenchai, Thai: ขึ้นฉ่าย) or coriander.
Yam pla duk fu – crispy fried catfish with a spicy, sweet-and-sour, green mango salad.

20120225-015306.jpg
Yam raummit(thai spicy mix salad)ยำรวมมิตร

20120225-015757.jpg
Yam thale(seafood salad thai spicy)ยำทะเล

Northeastern shared dishes

Kaeng hang-le – a Burmese influenced stewed pork curry which uses peanuts, dried chilies and tamarind juice in the recipe but containing no coconut milk.
Kaeng khae – is a spicy northern Thai curry of herbs, vegetables, the leaves of an acacia tree (chaom) and meat (chicken, water buffalo, pork or frog). It also does not contain any coconut milk.
Kaep mu – deep fried crispy pork rinds, often eaten with nam phrik num. Also eaten as a snack.
Nam phrik num – a chili paste of pounded large green chilies, shallots, garlic, coriander leaves, lime juice and fish sauce; eaten with steamed and raw vegetables, and sticky rice.
Nam phrik ong – resembling a thick Bolognese sauce, it is made with dried chilies, minced pork and tomato; eaten with steamed and raw vegetables, and sticky rice.
Sai ua – a grilled sausage of ground pork mixed with spices and herbs; it is often served with chopped fresh ginger and chilies at a meal. It is also sold at markets in Chiang Mai as a snack.

20120225-020308.jpg

20120225-020334.jpg

20120225-020456.jpg

Southern shared dishes

Kaeng lueang – a sour spicy yellow curry that does not contain coconut milk, often with fish and vegetables.
Kaeng matsaman – also known in English as Massaman curry, it is an Indian style curry, usually made by Thai-Muslims, of stewed beef and containing roasted dried spices, such as coriander seed, that are rarely found in other Thai curries.
Kaeng tai pla – a thick sour vegetable curry made with turmeric and shrimp paste, often containing roasted fish or fish innards, bamboo shoots and eggplant.
Khua kling – a very dry spicy curry made with minced or diced meat with sometimes yardlong beans added to it; often served with fresh green phrik khi nu (thai chilies) and copious amounts of finely shredded bai makrut (kaffir lime leaves).
Sate – grilled meat, usually pork or chicken, served with cucumber salad and peanut sauce (actually of Indonesian origin, but now a popular street food in Thailand).
Khao yam – a rice salad from Southern Thailand

20120225-020726.jpg

20120225-020807.jpg

20120225-020823.jpg

Desserts, sweet snacks and drinks

Most Thai meals finish with fresh fruit but sometimes a sweet snack will be served as a dessert.
Chaokuai – grass jelly is often served with only shaved ice and brown sugar.
Khanom bua loi – mashed taro root and pumpkin are mixed with rice flour into small balls, boiled and then served in coconut milk.
Khanom chan – multi-layers of pandan-flavored sticky rice flour mixed with coconut milk.
Khanom mo kaeng – a sweet baked pudding containing coconut milk, eggs, palm sugar and flour, sprinkled with sweet fried onions.
Khanom tan – palm flavored mini cake with shredded coconut on top.
Khanom thuai talai – steamed sweet coconut jelly and cream.
Khao lam – A cake made from steamed rice mixed with beans or peas, grated coconut and coconut milk.
Khao niao mamuang – sticky rice cooked in sweetened thick coconut milk, served with slices of ripe mango.
Lot chong nam kathi – pandan flavored rice flour noodles in coconut milk, similar to the Indonesian cendol.
Ruam mit – mixed ingredients, such as chestnuts covered in flour, jackfruit, lotus root, tapioca, and lot chong, in coconut milk.
Sarim – multi-colored mung bean flour noodles in sweetened coconut milk served with crushed ice.
Sangkhaya fak thong – egg and coconut custard served with pumpkin, similar to the coconut jam of Malaysia, Indonesia and the Philippines.
Tako – jasmine scented coconut pudding set in cups of fragrant pandanus leaf.
Drinks
Cha yen – Thai iced tea
Krating Daeng – an energy drink and the origin of Red Bull.
Oliang – a sweet Thai black ice coffee.
Satho – a traditional rice wine from the Isan region.
Other alcoholic beverages from Thailand include Mekhong whiskey and Sang Som. Several brands of beer are brewed in Thailand, the two biggest brands being Singha and Chang.

20120225-021122.jpg

20120225-021159.jpg

20120225-021230.jpg

20120225-021252.jpg

20120225-021308.jpg

20120225-021332.jpg

20120225-021345.jpg

20120225-021400.jpg

20120225-021419.jpg

20120225-021439.jpg

20120225-021510.jpg

Culinary tours and cooking courses

Culinary tours of Thailand have gained popularity in recent years. Alongside other forms of tourism in Thailand, food tours have carved a niche for themselves. Many companies offer culinary and cooking tours of Thailand and many tourists visiting Thailand attend cooking courses offered by hotels, guesthouses and cooking schools.

20120225-021830.jpg

20120225-021843.jpg

20120225-021911.jpg

20120225-021950.jpg

20120225-022038.jpg

20120225-022120.jpg

20120225-022147.jpg
Special thanks for visit my web site check out more at (http://www.facebook.com/chodauw
Credit.some pics & detail byhttp://en.wikipedia.org/wiki/Thai_cuisine

References
http://www.essentialpublicradio.org/content/sweet-and-spicy-flavors-northern-thailand
http://www.austinbushphotography.com/blog/how-to-make-southern-style-kaeng-som.html
http://www.shesimmers.com/2010/07/massaman-curry-recipe.html</http://www.thaifoodmaster.com/recipes/curry_recipes/67
http://www.ethnologue.com/show_country.asp?name=TH
http://www.fao.org/docrep/004/ac145e/AC145E02.htmhttp://samui.sawadee.com/dining/food/vegetable.htm
http://thailand.prd.go.th/view_inside.php?id=715
http://shatterthelookingglass.com/eat-it-like-a-local-bamboo-worms/

External links

http://www.dmoz.org/Home/Cooking/World_Cuisines/Asian/Thai/
http://thailand.prd.go.th/ebook/kitchen/content/ch5.html
http://www.Thaifoodmaster.com/http://www.joysthaifood.com/
http://www.panix.com/~clay/cookbook/bin/table_of_contents.cgi?thaihttp://www.vegetarianrecipesandcooking.com/thai-vegetarian-recipes.php
http://library.cmu.ac.th/ntic/en_lannafood/
http://www.supatra.com/pages/thaiveggies.html
http://www.nethasia.com/?p=2&l=2&PHPSESSID=f668ef18a52d85d0148efc9e19a84bf3
http://www.luczaj.com/tajlandia.htm
http://interesting-thai-food.blogspot.com/

Categories: Uncategorized | Tags: , , , , , , , , , , , , , , | 2 ความเห็น

Knives & Garnishing Tools for fruits,vegetable,soap


20120306-022153.jpg
Credit pics(http://www.nnplaza.com/ประกาศ47523/มีดดาบเก่าสมัยสุโขทัย.html

20120306-163552.jpg

20120306-163635.jpg
Pratat doi sutep

20120306-185446.jpg
My carving knife

20120306-190054.jpg
Knife for carving fruit vegetable,soap

20120306-190604.jpg
My carving knife for fruit,vegetable,soap

20120306-191557.jpg
My knifes and Garnishing tools

20120306-193600.jpg

20120306-193634.jpg

20120306-193655.jpg

20120306-193730.jpg

20120306-193807.jpg

20120306-193834.jpg

20120306-193854.jpg

20120306-193912.jpg

20120306-193942.jpg

20120306-194004.jpg

20120306-194031.jpg

20120306-194052.jpg

20120306-194120.jpg

20120306-194140.jpg

20120306-194202.jpg

20120306-194218.jpg

20120306-194238.jpg

My craving skill soap&vegetable,fruit

My soap carving

20120306-195145.jpg

20120306-195204.jpg

20120306-195844.jpg

20120306-200255.jpg

20120306-200502.jpg

20120306-200612.jpg
Special thanks for all visit my site check out here about me(http://www.facebook.com/chodauw created by Chef Claire

20120309-233854.jpg

Categories: Uncategorized | Tags: , , , , , , , , , , , , , | 1 ความเห็น

Amazing Thai sweet music&beautyful thoughts


Origin of Thais(ประวัติศาสชาติไทย และความเป็นมา)

Thailand (previously known as Siam) has been populated ever since the dawn of civilization in Asia. There are conflicting opinions of the origins of the Thais. It presumed that about 4,500 years. Thais originated in northwestern Szechuan in China and later migrated down to Thailand along the southern part of China. They split into two main groups. One settled down in the North and became the kingdom of “Lanna” and the other one is in further south, which afterward was defeated by the Khmers and became the kingdom of Sukhothai

There are conflicting opinions as to the origins of the Thais. Three decades ago it could be said with presumed certainty that the Thais originated in the southern part of what is now China about 4,500 years ago. Recently, however, this theory has been altered by the discovery of prehistoric artifacts in the village of Ban Chiang in the Nong Han District of UdonThani province in the Northeast. From these evidence of bronze metallurgy going back 3,500 years, as well as other indication of a far more sophisticated culture than any previously suspected by archaeologists. It now appears that the Thais might have originated here in Thailand and later scattered to various parts of Asia, including China.

The controversy over the origin of the Thais shows no sign of definite conclusion as many more theories have been put forward and some even go further to say that Thais were originally of Austronesian rather than Mongoloid. What the outcomes of the dispute may be, by the 13th century the Thais had already settled down within the southeast Asia.

Khmer Influence

From the 9th to the 11th century, the central and western area of Thailand was occupied by Mon civilization called Dvaravati. The Mon share the same common lineage as the Khmers and settle in southern Burma latter. The Influence of Dvaravati include Nakhon Pathom, Khu Bua, Phong Tuk , and Lawo (Lopburi). Dvaravati was Indianized culture, Theravada Buddhism was remained the major religion in this area.

By the 11th-12th centuries, Mon Influenced over central Thailand. Khmer cultural influence was brought in the form of language, art and religion. The “Sanskrit” language was entered in Mon-Thai vocabulary during the Khmer or Lopburi Period. The influence of this period has affected many provinces in the north-east such as Kanchanaburi and Lopburi. The Architecture in “Angkor” was also constructed according to the Khmers style. The Khmer built stone temples in the northeast, some of which have been restored to their former glory, those at Phimai and Phanom Rung and further cultures are stone sculptures and stone Buddha images. Politically, however, the Khmer cultural dominance did not control the whole area but power through vassals and governors.

Lanna Period

Northern Thailand was once occupied by the ancient Lanna Empire, which spread over Chiang Mai, Lampang, Lamphun and Phayao. Tucked comfortably in a valley, Chiang Mai – Lamphun and Chiang Rai – Phayao represented the two main plateaus of the empire. Known as Haripunchai, Chiang Mai – Lamphun subsequently expanded to include Kelang Nakhon, or Lampang. Meanwhile, Chiang Rai – Payao in those days was known as Yonok.

The chronicles of the origin of “Lan Na” to “Chiang Saen” lies on the Mae Kong River. Its first leader named “King Mengrai”, ascended to the throne in 1259. He extended the kingdom from the borders of Laos to Lamphum. According to an ancient inscription, Haripunchai was seized by Phraya Mengrai, who then built Chiang Mai as hiskingdom’s capital. The construction, which started in B.E. 1839 (1296 A.D.) was witnessed by Phya Ngum Muang of Phayao and Phra Ruang of Sukhothai. Apparently, the three kings were close friends and their kingdoms were so closely related that they were like a consolidated nation. Territorial boundaries made no difference to the peoples of the three kingdoms, Who enjoyed an exceptionally active trade relations. As a memorial to such friendly links, a monument of the three kings was built and they now stand immortalized in front of the Chiang Mai City Hall.

Lan Na flourished for over 200 years. Its arts and literature rose at the peak, especially in the middle of 15th century, the King Tilokoraj period. Chiang Mai in this period was also chosen as the navel of the eight world synod of Theravada Buddhism.

After the death of King Tilokoraj, the kingdom suffered from internal conflicts. Lan Na weakened because of wars with Sukhothai’s successors.

Sukhothai Period

Sukhothai, meaning the ”Dawn of Happiness” was the first truly independent Thai Kingdom founded in 1238, by two Thai chieftains, Khun Bang Klang Tao and Khun Pa Muang , this ending Khmer rule from Angkor Wat. In the early 1300s, Sukhothai enjoyed rule over the Chao Phya River basin, westward to the bay of Bengal and the entire Peninsula. A kingdom that was short-lived but of immense cultural importance in the nation’s history. Sukhothai period was the most flourishing period of Thailand. It quickly expanded its boundary of influence after independence. Sukhothai period was considered to be a golden age of Thai culture. During that time in the history, everybody could say that “There were fish in the waters and rice in the fields”.

The boundary of Sukhothai stretched from Lampang in the north to Vientiane, in present day Laos and the south to the Malay Peninsula. Sukhothai saw the Thais’ gradual expansion throughout the entire Chao Phraya River basin and the establishment of Theravada Buddhism as the paramount Thai religion. During this time Thai had strong friendship with neighboring countries. It absorbed elements of various civilizations which they came into contact. Thai maintained and advanced their culture ties with China. The potters entered Thai artistry and extensive trade was established with Cambodia and India.

After the death of Khun Pha Muang in 1279, Ramkhamhaeng King, the third son of Si Inthrahit, ascended to the throne. Under the Ramkhamhaeng King, Sukhothai had strong friendship with neighboring China. King Ramkhamhaeng organized a writing system which became the basis for writing and eventually developed to be the modern Thai alphabet. It was here that the first evidence of written Thai was left, along with distinctively Thai styles of art such as painting, sculpture, architecture and literature, which survived after Sukhothai was absorbed by the kingdom of Ayutthaya – a dynamic young kingdom further south in the Chao Phraya River valley.

Ayutthaya Period
For 417 years the kingdom of Ayutthaya was the dominant power in the fertile Menam or Chao Phraya Basin. Its capital was Ayutthaya, an island-city situated at the confluence of three rivers, the Chao Phraya, the Pasak, and the Lopburi, which grew into one of Asia’s most renowned metropolises, inviting comparison with great European cities such as Paris. The city must indeed have looked majestic, filled as it was with hundreds of monasteries and crisscrossed with several canals and waterways which served as roads.

Ayutthaya, the capital of the Thai Kingdom was found by U-Thong King in 1350. Ayutthaya as an island is formed by the gathering of three rivers, the Chao Phraya, the Pasak, and the Lopburi and surrounded by rice terraces. It is easy to see why the Ayutthaya area was settled prior to this date since the site offered a variety of geographical and economic advantages. Not only is Ayutthaya at the confluence of three rivers, plus some canals, but its proximity to the sea also gave its inhabitants an irresistible stimulus to engage in maritime trade. The rice fields in the immediate environs flooded each year during the rainy season, rendering the city virtually impregnable for several months annually. These fields, of course, had an even more vital function, that of feeding a relatively large population in the Ayutthaya region. Rice grown in these plants yielded a surplus large enough to be exported regularly to various countries in Asia.

The Thai kings of Ayutthaya became powerful in the 14th and 15th centuries, taking over U-Thong, Lopburi, and Ayutthaya. Ayutthaya’s first king, Ramathibodi I, was both a warrior and a lawmaker. Some old laws codified in 1805 by the first Bangkok king date from this much earlier reign. King Ramathibodi I and his immediate successors expanded Ayutthaya’s territory, especially northward towards Sukhothai and eastward towards the Khmer capital of Angkor. By the 15th century, Ayutthaya had established a firm hegemony over most of the northern and central Thai states, though attempts to conquer Lanna failed. Ayutthaya also captured Angkor on at least one occasion but was unable to hold on to it for long. The Ayutthaya kingdom thus changed, during the 15th century, from being a small state primus inter pares among similar states in central Thailand into an increasingly centralized kingdom wielding tight control over a core area of territory, as well as having looser authority over a string of tributary states.
King U-Thong and his immediate successors expanded Ayutthaya’s territory, especially northward towards Sukhothai and eastward towards the Khmer capital of Angkor. The greater size of Ayutthaya’s territory, as compared with that of Sukhothai, meant that the method of government could not remain the same as during the days of King Ramkhamhaeng. The paternalistic and benevolent Buddhist kingship of Sukhothai would not have worked in Ayutthaya. The king of the latter therefore created a complex administrative system allied to a hierarchical social system. This administ rative system dating from the reign of King Trailok, or Borommatrailokanat(1448-1488), was to evolve into the modern Thai bureaucracy. The Ayutthaya bureaucracy contained a hierarchy of ranked and titled officials, all of whom had varying amounts of “honor marks” (sakdina).

Thai society during the Ayutthaya period also became strictly hierarchical. There were, roughly, three classes of people, with the king at the very apex of the structure. At the bottom of the social scale, and the most numerous, were the commoners (freemen or phrai) and the slaves. Above the commoners were the officials or “nobles” (khunnang), while at the top of the scale were the princes (chao). The one classless sector of Thai society was the Buddhist monkhood, or sangha, into which all classes of Thai men could be ordained. The monkhood was the institution which could weld together all the different social classes, the Buddhist monasteries being the center of all Thai communities both urban and a gricultural.

The Ayutthaya kings were not only Buddhist kings who ruled according to the dhamma (dharma), but they were also devaraja, god-kings whose sacred power was associated with the Hindu, gods Indra and Vishnu. To many Western observers, the kings of Ayutthaya were treated as if they were gods. The French Abbe de Choisy, who came to Ayutthaya in 1685, wrote that, “the king has absolute power. He is truly the god of the Siamese: no-one dares to utter his name.” Another 17th century writer, the Dutchman Van Vliet, remarked that the king of Siam was “honoured and worshipped by his subjects more than a god.

The Ayutthaya period was early Thai history’s great era of international trade. Ayutthaya’s role as a port made it one of Southeast Asia’s richest emporia. The port of Ayutthaya was an entrepot, an international market place where goods from the Far East could be bought or bartered in exchange for merchandise from the Malay/Indonesian Archipelago, India, or Persia, not to mention local wares or produce from Ayutthaya’s vast hinterland. The trading world of the Indian Ocean was accessible to Ayutthaya through its possession, for much of its 417-year history, of the seaport of Mergui on the Bay of Bengal. This port in Tenasserim province was linked to the capital by a wild but ancient and frequently used overland trade route.

Throughout its long history, Ayutthaya had a thriving commerce in “forest produce”, principally sapanwood (a wood which produces reddish dye), eaglewood (an aromatic wood), benzoin (a type of incense), gumlac (used as wax), and deerhides (much in d emand in Japan). Elephant teeth and rhinoceros horns were also highly valued exports, but the former was a strict royal monopoly and the latter relatively rare, especially compared with deerhides. Ayutthaya also sold provisions such as rice and dried fish to other Southeast Asian states. The range of minerals found in the kingdom was limit ed, but tin from Phuket (“Junkceylon”) and Nakhon Si Thammarat (“Ligor”) was much sought after by both Asian and European traders.

The Chinese, with their large and versatile junks, were the traders who had the most regular and sustained contact with Ayutthaya. The Ayutthaya kings, in order to conduct a steady and profitable trade with Ming and Manchu China, from the 14th to t he 18th centuries, entered willingly into a tributary relationship with the Chinese emperors. The Thais recognized Chinese suzerainty and China’s preeminent position in Asia in return for Chinese political sanction and, even more desirable, Chinese luxury goods. Muslim merchants came from India and further West to sell their highly-prized clothes both to Thais and to other foreign traders. So dominant were Chinese and Muslim merchants in Ayutthaya that an old Thai law dating back to the 15th century divides the Thai king’s foreign trade department into two: a Chinese section and a Muslim section. Chinese, Indians, and later on Japanese and Persians all settled in Ayutthaya, the Thai kings welcoming their presence and granting them complete freedom of worship. Several of these foreigners became important cour t officials.

Containing merchandise from all corners of Asia, the thriving markets of Ayutthaya attracted traders from Europe. The Portuguese were the first to arrive, in 1511, at the time when Albuquerque was attempting to conquer Melaka (Malacca). They conclu ded their first treaty with Ayutthaya in 1516, receiving permission to settle in Ayutthaya and other Thai ports in return for supplying guns and ammunition to the Thai king. Portugal’s powerful neighbor Spain was the next European nation to arrive in Ayutthaya, towards the end of the 16th century. The early 17th century saw the arrival of two northern European East India Companies: The Du tch (V.O.C) and the British. The Dutch East India Company played a vital role in Ayutthaya’s foreign trade from 1605 until 1765, succeeding in obtaining from the Thai kings a deerhide export monopoly as well as one of all the tin sold at Nakhon Si Thammarat. The Dutch sold Thai sapanwood and deerhides for good profits in Japan during Japan’s exclusion period, after 1635.

The French first arrived in 1662, during the reign of Ayutthaya’s most outward-looking and cosmopolitan ruler, King Narai (1656-1688). French missionaries and merchants came to the capital, and during the 1680’s splendid embassies were exchanged between King Narai and King Louis XIV. The French tried to convert King Narai to Christianity and also attempted to gain a foothold in the Thai kingdom when, in 1687, they sent troops to garrison Bangkok and Mergui. When a succession conflict broke out in 1688 an anti-French official seized power, drove out the French garrisons, and executed King Narai’s Greek favorite Constantine Phaulkon, who had bee championing the French cause. After 1688, Ayutthaya had less cont act with Western nations, but there was no policy of national exclusion. Indeed, there was increased trading contact with China after 1683,and there was continued trade with the Dutch, the Indians, and various neighbouring countries.

Ayutthaya’s relations with its neighbours were not always cordial. Wars were fought against Cambodia, Lanna, Lanchang (Laos), Pattani, and above all, Burma, Ayutthaya’s powerful neighbour to the west. Burmese power waxed an d waned in cycles according to their administrative efficiency in the control of manpower. Whenever Burma was in an expansionist phase, Ayutthaya suffered. In 1569, King Bayinnaung captured Ayutthaya, thus initiating over a decade’s subjection to the Burmese. One of the greatest Thai military leaders, Prince (later King) Naresuan, then emerged to declare Ayutthaya’s independence and to defeat the Burmese in several battles and skirmishes, culminating in the victory of Nong Sarai, when he killed the Burmese Crown Prince in combat on elephant back.

During the 18th century Burma again adopted an expansionist policy. The kings of the Alaunghphaya Dynasty were intent on subduing the Ayutthaya kingdom, then in cultural and artistic prime. The Burmese invaded Ayutthaya in 1765. This time Burmese caused much fear to Thais. Burmese soldiers destroyed everything, including temples, manuscripts, and religious sculpture. After the capital fell in their hands for two years, the Burmese effectiveness could not further hold the kingdom. Phaya Taksin, a Thai general, promoted himself to be the king in 1769. He ruled the new capital of Thonburi on the bank of Chao Phraya River, opposite Bangkok. Thais regained control of their country and thus scattered themselves to the provinces in the north and central part of Thailand. Taksin eventually turn himself to be the next Buddha and was dismissed and executed by his ministers who did not approve his religious values.

Thonburi Period

Thonburi was founded by a Thai general named Phraya Taksin, who was later crowned King Taksin Maharaj. After the fall of Ayutthaya to the Burmese in 1767, Thonburi, situated on the west bank of the Chao Phraya opposite what is now the City of Bangkok, became the new Thai capital.

After the shattering defeat which had culminated in Ayutthaya’s destruction, the death and capture of thousands of Thais by the victorious Burmese, and the dispersal of several potential Thai leaders, the situation seemed hopeless. It was a time of darkness and of troubles for the Thai nation. Members of the old royal family of Ayutthaya had died, escaped, or been captured by the Burmese and many rival claimants for the throne emerged, based in different areas of the country. But out of this national catastrophe emerged yet another saviour of the Thai state – the half-Chinese general Phraya Taksin, former governor of Tak. Within a few years this determined warrior had defeated not only all his rivals but also the Burmese invaders and had set himself up as king,

Since Ayutthaya had been so completely devastated. King Taksin chose to establish his capital at ThonBuri [ across the river from Bangkok ]. Although a small town, ThonBuri was strategically situated near the mouth of the Chao Phraya River and therefore suitable as a seaport. The Thais needed weapons, and one way of acquiring them was through trade. Besides, foreign trade was also needed to bolster the Thai economy, which had suffered extensively during the war with Burma (now Myanmar). Chinese and Chinese-Thai traders helped revive the economy by engaging in maritime trade with neighboring states, with China, and with some European nations.

King Taksin’s prowess as a general and as an inspirational leader meant that all attempts by the Burmese to re-conquer Siam failed. The rallying of the Thai nation during a time of crisis was King Taksin’s greatest achievement. However, he was also interested in cultural revival, in literature and the arts. He was deeply religious and studied meditation to an advanced level. The stress and strain of such much fighting and the responsibility of rebuilding a centralized Thai state took their toll on the king. Following an internal political conflict in 1782. King Taksin’s fellow general Chao Phraya Chakri was chosen king. King Taksin’s achievements have caused to bestow on him the epithet “The Great”.

Rattanakosin Period

The Chakris were inaugurated on April 6, 1782 together with the coronation of Rama I or King Buddha Yot Fa Chulalok. He moved the capital across the Chao Phaya River from Thonburi to a small village known as “Bangkok” and raised up new laws to rule the country. Under his reign, Thailand covered all areas of present day Laos and parts of Burma, Cambodia and Kedah province in Malaysia.

In 1809, Rama II or King Buddha Loet Lad, son of Rama I took the throne until 1824. He devoted himself to preserve the Thai literature that had remained from Ayutthaya period and produced a new version of Ramakien or Thai Ramayana, the classical literature.

In 1824-1851, Rama III or King Nang Klao was successful in re-establishing relation and making trades with China which was necessary to meet the increasing domestic agricultural production.

Rama IV or King Mongkut (Phra Chom Klao), who reigned from 1851 to 1868 lived as a Buddhist monk for 27 years. During his monastic period, he could speak many languages such as Latin, English, and five other languages. He also studied western sciences and adopted the discipline of local Mon monk. Under his reign, he created new laws to improve the women’s and children’s right, opened new waterways and roads, and created the first printing press.

Rama V or King Chulalongkorn, Rama IV’s son, continued the throne from 1868 to 1910. He started to reform the tradition, legal and administrative realm by allowing officials to sit on chairs during royal audiences. Under the reign of Rama V, Thailand developed relations with European nations and the USA. He introduced schools, roads, railways, and Thailand’s first post office. He even established civil service system. In 1892, Rama V overhauled the administration of Siam to a form of cabinet government with 12 ministers.

In 1886, Siam lost some territory to French, Laos and British Burma accorded the foreign powers intercede. After that King Chulalongkorn declared Thailand as an independent kingdom on the 23rd of October, making this day as a national holiday. Every year this national holiday is celebrated in commemoration of this event and people lay wreaths in memory of king they called “Phra Piya Maharaj”

Rama VI or King Vajiravudh, took the throne from 1910 to 1925. During his short reign, he introduced the westernization to Thailand. He introduced the primary school education, Thai women were encouraged to grow their hair at a certain length. Surnames were introduced, and football was introduced in Thailand.

1925-1935 was the period of Rama VII or King Prachadhipok, Rama VI’s brother. He changed Siam’s form of government from absolute monarchy to democracy. This revolution developed the constitutional monarchy along British lines, with mixed military and civilian group in power. At that time, Phibul Songkhram was a key military leader in the 1932 coup. He maintained his position and power from 1938 until the end of World War II.

Rama VIII or King Ananda Mahidol, a nephew of Rama VII, took the throne in 1935 but was assassinated under mysterious circumstances in 1946. His brother King Bhumipol Aduldej succeeded as Rama IX.

Under Rama IX’s government, the country’s name was officially changed from “Siam” to “Thailand” in 1946 which was defined in Thai as “Prathet Thai”, the word “Prathet” means “country” and the word “Thai” means “free” referring to the Thai races.

credit By http://www.hellosiam.com &www.muvee.comThanks for nice creative thailand ขอบพระคุณค่ะ

Categories: Uncategorized | Tags: , , , , , , , | 4 ความเห็น

Tips and technique fruits,vegetables for carving


หลักการ คัดสรรในการนำ ผักและผลไม้มาใช้ในงานแกะสลัก 1. ฟักทอง(for Pumpkins)should have thick, firm flesh.Such pumpkins have a rough exteriorso they are can makeing many nice of your stylist as you like.
2. พริก(chilies) are used for making anthurium flowers Spur chillies should be fresh and have firm skins.
3. มะม่วง( mangoes) should be fully mature and of a variety whose flesh is not too crisp. The skin should be nice color and un-wrinkled and the stem should look fresh.
4. แตงโม(Watermelon) should have red flesh and green rinds with no bruises or wrinkles.
5. สัปะรด(Pineapple) should have large eyes. The leaves should be fresh and green and there should be no shrivelling of the skin or stem.
6 .ฝรั่งสด(Guavas) should be those that are just becoming ripe. The skin should be a fresh light green skins and there should be no bruises or scratches.
7. แอปเปิ้ล(Apples) should be fresh with glossy, brightly colored skins and no bruises.
8. พุดทรา(Jujubes) should have straight fruits with green skins and no bruises.
9. ละมุด(Sapodillas) must be firm, so avoid fully ripe fruits. The skins should be even and clear. Avoid sapodillas that have been dyed for the market. Their skins have a dusty appearance.
Rose-apples should have clear, fresh looking skins.
10.มะละกอ(papaya) must be fresh,the skin should be even and clear.

fruits and vegetable for carving Here what you should do before carving fruits and vegetable as well

1.vegetables or fruits that must be washed and cleaned thoroughly.

2. Use knives with stainless steel or bronze blades. Knives with ordinary steel blades will cause discoloration of fruits and vegetables.

3.please Do not carve excessively so as to avoid waste and loss of nutritional value.

4. The designs that carved should be appropriate for decorating a plate of food thus, floral patterns are suitable, while figures of animals.

5. for works Vegetables to be dipped into sauces should be cut to appropriate sizes .

6. Vegetables chosen for carving should be appropriate to the dish in which they are to be used, and they should be vegetables which are resistant to wilting, such as Chinese radishes and carrots. Special Thanks By Chef Claire..

Categories: Uncategorized | 1 ความเห็น

การแกะสลัก


การแกะสลัก หมายถึง วิธีการเอาส่วนย่อยออกจากส่วนรวม ซึ่งเป็นกระบวนการในทางลบที่ปรากฏหรือเหลือไว้เฉพาะส่วนที่ต้องการ ผลงานที่ได้เรียกว่า “รูปสลัก” การแกะสลักส่วนใหญ่จะใช้วัสดุที่มีเนื้อไม่แข็งมากนัก เช่น ปูนปลาสเตอร์ ปูนผสมทราย ไม้เนื้ออ่อน สบู่ ผักผลไม้ชนิดต่างๆ ที่สามารถนำมาแกะสลักได้ เป็นต้น

ประเภทของการแกะสลัก
ประเภทของงานแกะสลักแบ่งออกได้เป็น 3 ลักษณะ ดังนี้ แบบลอยตัว สามารถมองเห็นได้ทุกด้าน เช่น ภาพพระพุทธรูปทั้งองค์ แบบนูนสูง เป็นภาพที่มองเห็นเพียงครึ่งเดียวจากภาพเต็มตัว เช่น การแกะสลักลงบนแผ่นไม้ แบบนูนต่ำ เป็นภาพที่มองเห็นเฉพาะหน้าตรงเท่านั้น เช่น ภาพบนเหรียญ
นอกจากการแกะสลักมีลักษณะเช่นเดียวกับประเภทของการปั้นแล้ว การแกะสลักกับการปั้นยังมีข้อแตกต่างกันตรงที่การแกะสลักจะมีแบบต่างๆ มากขึ้น เช่น แบบแกะสลักลายเส้น แบบร่องลึก และแบบร่องตื้น เป็นต้น ซึ่งวิธีการแกะสลักก็จะทำให้ลักษณะเซาะร่องเป็นลายเส้นลงไปในเนื้อวัสดุ มีทั้งเซาะร่องเป็นแบบตื้นและลึก ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประเภทและชนิดของการแกะสลักที่จะนำไปใช้

วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการแกะสลักและวิธีการเก็บรักษาเครื่องมือ
วัสดุที่ใช้ในการแกะสลัก
วัสดุที่ใช้สำหรับแกะสลักมีมากมายหลายชนิด ขึ้นอยู่กับลักษณะของงาน เริ่มตั้งแต่วัสดุสำหรับการแกะสลักแบบง่ายๆ เนื้อวัสดุไม่แข็งมากนัก ไปจนถึงวัสดุที่มีความสลับซับซ้อนต้องใช้เครื่องมือไฟฟ้าเข้าช่วยในการปฏิบัติงานเพราะฉะนั้นในการเลือกใช้วัสดุจึงต้องคัดเลือกให้เหมาะสมกับงานแต่ละชนิด ดังนี้

1. ปูนปลาสเตอร์ หาได้ตามร้านเครื่องเขียนหรือร้านขายอุปกรณ์ทางศิลปะทั่วไป ธรรมชาติของปูนปลาสเตอร์จะมีเนื้อเป็นผงสีขาว ใช้ผสมกับน้ำอัตราส่วนน้ำ 1 ส่วน ปูนปลาสเตอร์ 2 ส่วน แต่ถ้าต้องการให้เนื้อปูนมีความหนาแน่นมากๆ อัตราส่วนของปูนปลาสเตอร์อาจจะผสมลงไปมากกว่านี้ก็ได้ ปูนปลาสเตอร์ที่มีคุณภาพดีเนื้อปูนจะแข็งตัวเร็ว เมื่อจับผิวกายภายนอกจะรู้สึกร้อน การเลือกปูนปลาสเตอร์จึงควรเลือกปูนที่ใหม่และมีคุณภาพดี

2. ปูนผสมทราย เป็นวัสดุสำหรับการแกะสลักที่เกิดจากการใช้วัสดุผสมกัน 2 ชนิด คือ ปูนปลาสเตอร์ และทรายในอัตราส่วน 1 ต่อ 1 ถ้ามีส่วนผสมของทรายมากเกินไปเนื้อปูนจะร่วนไม่เกาะติดกัน การใช้วัสดุปูนผสมทรายนั้นจะต้องมีความพิถีพิถันมาก เช่น ทรายที่จะนำมาใช้ผสมกับปูนปลาสเตอร์จะต้องได้รับการคัดแยกเศษวัสดุที่ปะปนมากับทรายออกให้หมดก่อน เพราะหากยังมีเศษวัสดุอยู่จะทำให้ผิวพื้นวัสดุไม่สวยงามหรืออาจมีปัญหาในขั้นตอนการแกะสลักได้

3. ไม้เนื้ออ่อน เป็นวัสดุที่หาได้ทั่วๆ ไปจากธรรมชาติ ไม้เนื้ออ่อนที่เหมาะสำหรับแกะสลัก เช่น ไม้โมก ไม้สัก เป็นต้น ไม้แต่ละชนิดจะมีลายที่งดงามแตกต่างกัน ซึ่งลักษณะของเนื้อไม้นี้เองสามารถสร้างความน่าสนใจให้กับผลงานแกะสลักได้ ดังนั้น ในการเลือกนำไม้มาแกะสลัก ผู้เรียนควรจะเลือกชนิดและขนาดให้พอเหมาะกับลักษณะของงานแต่ละชิ้น เพื่อไม่ให้วัสดุสิ้นเปลืองจนเกินไป อีกทั้งยังเป็นการช่วยประหยัดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอีกด้วย
4. เทียนไข เป็นวัสดุสำหรับการแกะสลักที่สามารถหาได้ตามร้านค้าทั่วๆ ไป แต่เทียนไขที่มีจำหน่ายจะเป็นเทียนไขสำเร็จรูปที่ใช้สำหรับบูชาพระ ไม่สามารถนำมาใช้แกะสลักได้ ถ้าจะใช้ต้องนำมาหล่อใหม่ตามรูปทรงที่ต้องการก่อน โดยใช้การละลายกับความร้อนในภาชนะรองรับ และก่อนการละลายเทียนไข ควรนำไส้ในของเทียนออก ทั้งนั้นเพื่อไม่ให้ไส้เทียนปะปนกับเนื้อเทียนไขที่จะใช้ในการแกะสลัก

อุปกรณ์ที่ใช้ในการแกะสลัก
อุปกรณ์ที่ใช้ในการแกะสลักแบ่งตามลักษณะของวัสดุที่จะนำมาแกะสลักได้ดังนี้
1. ชุดเครื่องมือแกะสลักวัสดุอ่อน เป็นชุดเครื่องมือสำหรับใช้ในการแกะสลักวัสดุประเภท เทียนไข ปูนปลาสเตอร์ ผัก ผลไม้ เป็นหลัก มีหลายขนาดหลายแบบ จัดใส่กล่องไว้เป็นชุดๆ ตัวด้ามทำด้วยไม้หรือพลาสติก ส่วนหัวทำด้วยโลหะ มีลักษณะหน้าเรียบ ตรง เฉียง และโค้ง ทั้งนี้เพื่อความสะดวกในการเลือกใช้แกะสลักได้ตามต้องการ
2. ชุดเครื่องมือแกะสลักวัสดุเนื้อแข็ง เป็นชุดเครื่องมือสำหรับใช้ในการแกะสลักวัสดุประเภทไม้และปูนผสมทรายเป็นหลัก ตัวด้ามจะทำด้วยไม้เนื้อแข็ง ส่วนหัวทำด้วยโลหะเนื้อแข็ง มีหลายแบบ เช่น แบบหน้าเอียง ร่องตื้น ร่องลึก ปลายตัด เป็นต้น บางครั้งเรียกเครื่องมือแกะสลักชนิดนี้ว่า “สิ่ว”
3. ตะลุมพุกและค้อน เป็นเครื่องมือที่ใช้สำหรับตอกหรือตีลงไปบนเครื่องมือแกะสลัก ส่วนมากจะใช้คู่กับสิ่ว ใช้กับการแกะสลักวัสดุที่มีเนื้อค่อนข้างแข็ง เป็นผลงานที่มีขนาดใหญ่ เวลาแกะสลักจะใช้เนื้อที่กว้างในการทำงาน

การเก็บรักษาเครื่องมือแกะสลัก
เครื่องมือที่ใช้ในการแกะสลักจะมีรูปร่างและขนาดแตกต่างกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะและประเภทของงานนั้นๆ เครื่องมือแกะสลักจะมีความแข็งแรงทนทานมากกว่าเครื่องมือปั้น แต่การเก็บรักษาจะคล้ายคลึงกัน จะต่างกันตรงที่เครื่องมือแกะสลักควรจะแยกประเภทของลักษณะงาน เช่น ชุดของเครื่องมือสำหรับแกะสลักวัสดุเนื้ออ่อน ชุดเครื่องมือสำหรับแกะสลักวัสดุเนื้อแข็ง เป็นต้น ก่อนเก็บเข้าชุดหลังจากใช้งานเสร็จแล้วควรล้างทำความสะอาดด้วยน้ำแล้วเช็ดให้แห้ง ทาน้ำยากันสนิม แล้วนำมาเก็บใส่กล่องให้เป็นระเบียบเพื่อสะดวกในการนำไปใช้งานในครั้งต่อไป

หลักและวิธีการแกะสลัก
การแกะสลักมีหลักและวิธีการสำคัญ ดังนี้
1. การเลือกวัสดุ จะต้องพิจารณาคัดสรรให้สอดคล้องกับงานที่ทำ เพราะวัสดุแต่ละชนิดจะมีคุณสมบัติเฉพาะตัวแตกต่างกัน เช่น บางชนิดมีเนื้ออ่อน บางชนิดมีเนื้อแข็ง เป็นต้น

2. การเลือกเครื่องมือ จะต้องเลือกให้เหมาะสมและสอดคล้องกับลักษณะของงาน ไม่ควรเลือกใช้กับงานที่ผิดประเภท เพราะจะทำให้เครื่องมือเสียหายได้

3. การร่างรูปและการขึ้นรูป เป็นขั้นตอนที่สำคัญของการแกะสลัก เป็นกระบวนการทางลบที่นำส่วนย่อยออกจากส่วนรวม จึงต้องใช้ความระมัดระวังในการแกะสลักมากกว่าการปั้นที่ค่อยๆ พอกเพิ่ม และประการสำคัญส่วนไหนพอกเกินก็สามารถนำออกได้ ดังนั้นการแกะสลักจึงต้องมีการวางแผนและเตรียมการให้ชัดเจนตั้งแต่การร่างรูป กำหนดเส้น โครงสร้าง สัดส่วนของแบบที่จะแกะสลักให้แน่นอน เมื่อได้แล้วจึงค่อยๆ แกะสลักขึ้นรูปโครงสร้างแบบคร่าวๆ ในขั้นตอนนี้จะเป็นการฝึกการสังเกตหรือศึกษาภาพแกะสลักเป็นภาพรวมอย่างหยาบไปก่อน
4. การให้รายละเอียด เป็นขั้นตอนสุดท้ายของการแกะสลัก ผู้เรียนจะต้องค่อยๆ เพิ่มความชัดเจนของวัสดุที่กำลังแกะสลักอยู่ ด้วยการใช้เครื่องมือขนาดเล็กในการตกแต่งรายละเอียดให้ปรากฏขึ้นมา  ข้อมูลจากอินเตอเน็ต

ฺิฺBuddha image made from soap

My Spirit carvingculture

Categories: Uncategorized | ใส่ความเห็น

ABOUT US


I Am a chef who cooking professionally for other people and professional who is proficient in all aspects of food preparation.I enjoy cooking and creating a style by my combining by carving skill of vegetables and fruit . I do enjoy sharing my Vegetable, fruit carving and to pass down my traditional Thai Culinary Art of Fruit and Vegetable,soap Carving skill that practied for working well. I also own bussiness the name Siam carvingcuture we have been selling gifts handmade for wedding from thailand

20120209-233932.jpg

20120209-233951.jpg

20120209-234005.jpg

20120209-234020.jpg

20120209-234033.jpg

20120209-234045.jpg

20120209-234102.jpg

20120209-234117.jpg

20120209-234131.jpg

20120209-234143.jpg

20120209-234154.jpg

20120209-234216.jpg

20120209-234229.jpg

20120209-234311.jpg

20120209-234341.jpg

20120209-234458.jpg

20120209-234608.jpg

20120209-234634.jpg

Categories: Uncategorized | ใส่ความเห็น

Find my self(iT not Easy )มันอยู่ที่หัวใจล้วนๆ


20120111-025244.jpg

20120111-024711.jpg

20120111-005217.jpg

<img …เช้าวันใหม่..ที่แสนจะเหนื่อยล้าจากการเดินทาง.และหนาวจับขั้วหัวใจเพราะต้องจากครอบครัวมา.นับพันไมล์…ถ้าจะต้องเริ่มต้นใช้ชีวิตในประเทศที่ไม่นิยม..ใช้ภาษาอื่นๆสักเท่าไหร่นอกจาก..ภาษาของชาติตัวเองอย่างชาวฝรั่งเศสเนี้ย..มันไม่ใช่เรื่องที่ง่ายสักเท่าไหร่เลยในการใช้ชีวิตที่นี่..เพราะดิฉันก็มีความรู้ทางด้านภาษานี้น้อยมาก..ก็เนื่องจากไม่เคยรู้ว่า…อนาคตบั้นปลายจะต้องมาใช้ชีวิตแต่งงาน..ทำมาหาเลี้ยงชีพ..ณ.ประเทศนี้..สมัยเรียนมัธยมปลาย..เขียนดิฉันก็ดันไปสอบติด..เอกภาษาศิลป์(เยอรมัน-คหกรรมศิลป์)ณ..โรงเรียน..สตรีล้วนที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งในเมืองไทยเรา..เอาหละซิค่ะงานนี้จะทำอย่างไรภาษา..อังกฤษที่จัดว่าพอ..ฟุดฟิด..มาได้แบบน้ำขุ่นๆสมัยทำงานกับชาวต่างชาติที่ใช้ภาษาอังกฤษ..เมื่อครั้งยังโสดอยู่นั้นก็เป็นอัน…เก็บเข้ากรุไว้ก่อนค่ะ..เริ่มต้นเช้าวันนั้นที่ดิฉัน..พยายามจะสื่อสารกับแม่ค้าขายของที่ตลาด..ซึ่งก็เล่นเอาเมื่อยมือไปเลย..เหมือนกัน..วันที่สองดิฉันก็พยายามอีกครั้ง..พร้อมทั้งให้สามี..เขียนคำศัพย์แปลอังกฤษเป็นฝรั่งเศส..ให้อีกทีแล้วเราก็พกติดตัวไปด้วย..แต่เนื่องมาจากภาษานี้เป็นอะไรที่ออกเสียงค่อนข้างยากมากทีเดียวสำหรับดิฉัน(ไม่แน่ใจคนอื่นๆเขาอาจมองว่าง่ายก็ได้ใช่หรือปล่าวหละค่ะ??คริๆ)ก็เล่นเอามึนไปเลย..ท้อค่ะท้อจริงๆ..ในช่วงแรกๆนี่ดิฉันถอดใจร้องขอให้สามีส่งกลับบ้านเลยทีเดียว..แต่เขาก็ได้พูดให้สติและให้กำลังใจหลายอย่างเลยทีเดียว..เอาหละค่ะสำหรับวันนี้ดิฉันคงต้อง..เบรกไว้ก่อนเดี๋ยวไว้พรุ่งนี้มาเมาท์ต่อให้ฟังว่าทำไปทำมาอีท่าไหนดิฉันจึงได้ผันตัวเองเข้ามาทำงาน..เป็นchef..ทำอาหารในโรงแรมระดับห้าดาว..ในประเทศที่ขึ้นชื่อว่ารวยติดอันดับต้นๆของโลกได้อย่างไรติดตาม..ตอนต่อไปนะค่ะเผื่อว่า..ไม่แน่บางบทความเรื่องราวเหล่านี้..จากประสบการณ์ตรงเหล่านี้อาจจะกลายเป็นแรงบันดาลใจสำหรับใครที่กำลังเดินตามฝันของตัวเอง..หรือใครสักคนที่ยังคิดว่า..โลกนี้มันไม่มีอะไรที่น่าค้นหาอีกต่อไปบางที..คุณอาจเจอหนทางสายนั้นแบบงงๆเหมือนดิฉันก็เป็นได้ใครจะไปรู้จริงไหมค่ะ…พบกันใหม่ในตอนหน้าเร็วๆนี้..ราตรีสวัสดิ์ค่ะ claire9

Categories: Uncategorized | Tags: , , , , , , , , | ใส่ความเห็น

The History of Fruit and Vegetables (ประวัติและความเป็นมาของการแกะสลักไทย)


Categories: Uncategorized | Tags: , , , , , , , , , , , , , , , | ใส่ความเห็น

บลอกที่ WordPress.com .

%d bloggers like this: